บริการค้นหา นักวิจัย

พิมพ์ ผลงานวิจัย


ขณะนี้จำนวนผู้ online: 19 คน
จำนวนสมาชิกทั้งสิ้น  21257  คน
จำนวนสมาชิกใหม่เดือนนี้  340 คน
จำนวนผู้สมัครสมาชิกวันนี้  19 คน
จำนวนผู้เข้าใช้งานเดือนนี้ 9629 ครั้ง
จำนวนสมาชิกระดับ  Platinum:  147  คน
จำนวนสมาชิกระดับ  Gold:  484  คน
จำนวนสมาชิกระดับ  Silver:  20626  คน

เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการผ่านเว็บไซต์ของเรา คุณสามารถเข้าสู่ระบบด้วยการกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เพื่อนำข้อมูลที่เคยลงทะเบียนเอาไว้ออกมาใช้งานได้ทันที ในกรณีที่คุณยังไม่เคยลงทะเบียนกับเว็บไซต์ของเรา คุณสามารถคลิกที่ปุ่มเมนู 'สมัคร' ตรงเมนูบาร์ด้านบนเพื่อขอใช้บริการ BIODATA ได้ทันที

Username: Password:  
   


 

ที่มาโครงการ

ฐานข้อมูล BIODATA: เครื่องมือใหม่ในการบริหารงานวิจัยแบบ demand pull

thumbnail

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่เคยใช้ “google ” search engine ทรงอำนาจ ที่ใคร ๆ พูดถึงมากที่สุด และมีจำนวนทราฟฟิกสูงที่สุดในโลกอย่างแน่นอน !  โดยเฉพาะในแวดวงนักวิชาการ นักวิจัย ที่จำเป็นต้องใช้ search engine เพื่อค้นหาข้อมูลอะไรสักอย่างที่เราไม่รู้ว่าจะหาจากที่ใด... เช่นเดียวกับ “รศ.ดร.สุธีระ  ประเสริฐสรรพ์” รองผู้อำนวยการและผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สกว.  คิดว่า  หาก สกว. ต้องการนักวิจัยที่ “น่าจะเข้าข่ายทำงานได้” เพื่อมาร่วมงานวิจัย  เราจะใช้วิธีใด  ถ้าพึ่ง google ไม่ได้..และอะไรจะมาเป็นเครื่องมือเพื่อการนี้    
“BIODATA”  เป็นชื่อเรียกสั้น ๆ ของฐานข้อมูลนักวิจัย  ที่ สกว. สร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือการจัดการงานวิจัยในมิติใหม่    เครื่องมือนี้จะ เอื้อประโยชน์ต่อการจัดการวิจัยแบบ demand pull และนักวิจัยได้ประโยชน์อย่างไรนั้น...ประชาคมวิจัยฉบับนี้ไปค้นหาคำตอบให้ จากการสัมภาษณ์นี้ค่ะ      
 • ก่อนอื่นขอทราบว่าฐานข้อมูล biodata คืออะไรคะ

 สั้น ๆ คือ เป็นฐานข้อมูลนักวิจัยที่เน้นความชำนาญพิเศษ ที่ สกว. ต้องการใช้เพื่อจัดการงานวิจัยให้ตอบสนองโจทย์แบบ demand pull
 • แล้วแต่ก่อนที่จะมีฐานข้อมูลนี้ เราจัดการโจทย์แบบ demand pull อย่างไร

 ก่อน อื่นผมขออธิบายความสำคัญของโจทย์วิจัยแบบ demand pull ก่อน  แปลตามตัวก็คือ โจทย์ที่เป็นความต้องการของผู้อยากได้ผลการวิจัยไปใช้งาน เพื่อแก้ไขปัญหาของเขา ซึ่งเราเรียก user   เมื่อมีโจทย์ขึ้นมา สิ่งที่เราต้องจัดการอันดับแรกคือ ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่ควรแก้โดยการให้คำปรึกษาหรือโดยการวิจัย  โจทย์จาก user จำนวนมากเป็นเรื่องที่แก้ได้ง่าย ๆ ราคาถูก ๆ โดยการหาคำปรึกษา  ดังนั้น คนจัดการต้องแยกให้ออก อย่าเอาเรื่องที่แก้ได้โดยคำปรึกษามาทำวิจัย  ต่อไปก็เป็นเรื่องการหาตัวนัก วิจัย  การจัดการเมื่อก่อนนั้น เราหาตัวนักวิจัยจากเครือข่ายนักวิจัยที่เรารู้จัก ซึ่งแน่นอนว่าเรารู้จักไม่หมด  โดยเฉพาะคนที่จบมาใหม่ ๆ ไม่ได้อยู่ในรุ่นเดียวกับเรา  เมื่อเจอตัวแล้ว เราก็เอาโจทย์ไปเสนอเขา  หากเขาสนใจก็นัด user มาร่วมกันพัฒนาโจทย์  นี่เป็นการจัดการในรูปแบบปกติ

การทำอย่างนี้ ทำให้ “ตลาดเป็นของผู้จ้าง”   ผมคิดว่า ในการจัดการงานวิจัยแบบ demand pull นั้น จำเป็นต้องหาทางจัดการให้ “ตลาดเป็นของ user”  

 • ซึ่งแสดงว่ายังไม่ดีพอ อาจารย์จึงบอกว่าจะพัฒนา biodata เพื่อใช้จัดการ

 ยัง ไม่ดีพอครับ  จุดอ่อนมี  เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เราเอาโจทย์ไปให้ นั้น คือคนที่มีความเหมาะสมที่สุดแล้วกับโจทย์  เหมือนเราจะคัดคนไปวิ่งแข่ง เราไม่ควรชี้ว่าเอาคนตัวสูง ขายาว ๆ เพราะคิดว่าเขาจะวิ่งได้เร็ว   เราจะเห็นคนตัวเล็กวิ่งชนะคนตัวสูงมีมากมาย  ดังนั้น สมาคมกีฬาจึงต้องมีระบบการส่งข่าวให้ทั่วถึง  ให้คนสมัคร แล้วมาประลองในสนามกัน   ในเรื่องหาคนมาทำวิจัยนั้น  วิธีการเดิมไม่สามารถบอกโจทย์ได้ทั่วถึง ทำให้นักวิจัยจำนวนมากไม่ทราบ  ทั้ง ๆ ที่เขามีคุณสมบัติควรทราบ   มองในซีกเรา คือ เราจัดการไม่ดี  คนที่ควรรู้จึงไม่รู้  

เราต้องคิดใหม่  คิดว่านักวิจัยทั้งหลายเป็นเหมือนโซ่อุปทานในการผลิตงาน วิจัย   เหมือนโรงงานเวลาผลิตของ เขาต้องมองกลับไปที่งานต้นน้ำซึ่งเป็นโซ่อุปทานว่า  วัตถุดิบต่าง ๆ มาทัน มาพอกับความต้องการไหม หากรายนี้ส่งให้ไม่ทัน เราจะมีทางเลือกจากรายอื่นไหม ฯลฯ เช่นกัน ผมคิดว่า สกว. ควรเปลี่ยนมาจัดการ supply chain ทางต้นน้ำของงานวิจัย  แม้ว่าตอนนี้เราจัดการต้นน้ำในส่วนของโจทย์ได้  แต่ เรายังมีจุดอ่อนในส่วนคนที่จะทำวิจัย  พูดง่าย ๆ มีจุดอ่อนที่เรายังจัดการได้ไม่ครบส่วน

 • สรุปคือ ต้องให้โจทย์ไปถึงตัวนักวิจัยที่เข้าข่ายให้รับทราบโจทย์แล้วให้ลงสนามประลองใช่ไหมคะ

 ใช่ ครับ   การส่งโจทย์ก็เหมือนการบอกให้นักวิจัยทราบถึง “โอกาส” การทำวิจัยที่ สกว. รับโจทย์มาจาก user  และเราได้ “กลั่นกรองแล้วว่าน่าทำ”  การผ่านกระบวนการกลั่นกรองนี้สำคัญมากครับ  เพราะ เป็นการยืนยันว่า สกว. ต้องการให้วิจัย  ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของ สกว. ที่ต้องทำทุกวิถีทางให้โครงการนี้ได้รับทุน  ผมถือว่าเป็นการลงทุนทำงานล่วง หน้าในส่วนโจทย์วิจัย ที่ต้องทำโดยหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยครับ   ไม่ใช่แบบเดิมที่ให้นักวิจัยลงทุนล่วงหน้าว่าควรทำเรื่องอะไร เขียน proposal มา  แต่เมื่อมาถึง สกว. แล้วถูกกลั่นกรองว่าไม่น่าทำ  อย่างนั้นก็เสียเวลาเปล่าทั้ง 2 ฝ่าย   ในขณะเดียวกัน “โอกาส” ก็เป็นของ สกว. และ user ด้วย ที่จะคัดนักวิจัยที่ดีที่สุดมาทำงานนี้  ผมเห็นว่าวิธีนี้เป็นการสาน ประโยชน์ของทั้ง 3 ฝ่ายครับ  

เราต้องยอมรับความจริงว่า user เมื่อจะทำวิจัยนั้น  เขาคิดว่าเป็นการลงทุนครับ  ในการลงทุนนั้น เขาจะส่งข่าวถึง salesman  คนขายเทคโนโลยี  เพื่อให้เสนอ package ให้เขาเลือก  การมีทางเลือกมาก ๆ ทำให้เขามีอำนาจต่อรอง  การทำอย่างนี้ ทำให้ “ตลาดเป็นของผู้จ้าง”   ผมคิดว่า ในการจัดการงานวิจัยแบบ demand pull นั้น จำเป็นต้องหาทางจัดการให้ “ตลาดเป็นของ user”  

ผมพูดถึงการประลองแบบคัดนักวิ่ง  ใช้คำว่า “ประลอง” อาจจะดูขึงขัง แข่งขัน ควบคุม มากไป  ความจริงหมายถึงการ “ประชัน” หรือ “ให้มีโอกาสกลั่นกรองตัวเลือก” มากกว่าครับ  เพราะหากเราส่งโจทย์ออกได้ “ตรงช่อง” จำนวนมาก  เราจะได้ “ข้อเสนอแนวคิด” การแก้ปัญหาหลากหลาย approach  ทำให้มีของให้เราเลือกมากกว่า 1 ชิ้น  User ที่มอบโจทย์ให้ สกว. ก็มีส่วนตัดสินใจเลือกด้วย  โอกาสเสี่ยงก็ลดลง  

การ “ประชันแนวคิด” นี้น่าสนุกครับ  นักวิจัยได้ประโยชน์มาก เพราะได้ลับคมความคิดกับผู้อื่น  อีกทั้งเป็นการเปิด paradigm การแก้ปัญหาด้วย  คนที่มีฐานความรู้ต่างสาขากัน เขาจะเสนอ approach ต่างกัน  การได้ประเมินความคิดร่วมกัน เป็นสิ่งดีที่เรียนรู้ข้ามกัน
 • ทราบว่าอาจารย์มีแนวคิดนี้มานานแล้ว ทำไมเพิ่งทำฐานข้อมูล biodata ในปีนี้

 ผมมีแนวคิดนี้มาตั้งแต่ปี 2544-2545  ตอนที่มาทำงานที่ สกว. ใหม่ๆ  แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ ในตอนต้นได้ลองใช้วิธีการอื่นที่เรียกว่า direct news  ผมส่งจดหมายถึงอธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยแจ้งว่าเราจะจัดการแบบใหม่ นะ  คือ สกว. จะสังเคราะห์ปัญหาของ user ให้เป็นโจทย์วิจัยชัด ๆ แล้วส่งให้มหาวิทยาลัยทาง e-mail   เราขอให้มหาวิทยาลัยให้ความร่วมมือกำหนดจุดรับข่าว  และจุดรับข่าวนั้นต้อง จัดการระบบ e-mail ภายใน ให้สามารถส่ง mail ของเราต่อไปยังนักวิจัยที่เข้าข่าย ตัวอย่างเช่น หากเรารู้ว่าโจทย์เป็นปัญหาเรื่องความหนืดของแป้ง  จุดรับโจทย์ก็ต้องส่งให้ อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร หรือวิศวกรรมเคมี เป็นต้น   การดำเนินการแบบนี้เป็นการส่งข่าวถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ของนักวิจัย    ตอน นั้นผมคิดว่ามหาวิทยาลัยจะเห็นประโยชน์ คือเป็นการสร้างโอกาสให้นักวิจัยรับทราบโจทย์ที่ตรงกับความเชี่ยวชาญของ เขา  ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยน่าจะสนับสนุนเรา   หลายแห่งตอบรับและกำหนดจุดรับข่าว  แต่เมื่อตรวจสอบดูพบว่ามีเพียง 3-4 มหาวิทยาลัยเท่านั้นที่ทำอย่างที่เราออกแบบไว้    

ผมจำได้ว่ามีจดหมายถึงท่านอธิการบดีซ้ำ 2-3 ครั้งเพื่อชี้แจง  แต่ก็ไม่ได้ผล  จึงต้องยกเลิกโครงการนี้ไป   แต่ก็มีอยู่ในใจมาตลอดว่า เมื่อปัจจัยต่าง ๆ พร้อมแล้ว ผมจะทำอีก
 • ตอนนี้ปัจจัยอะไรที่ทำให้พร้อม

 ผม คิดว่า เมื่อเราพึ่งคนอื่นในการส่งข่าวแบบ direct news ไม่ได้   เราต้องหาทางเป็นเจ้าของฐานข้อมูลเสียเอง  ความจริงมีหลายหน่วยงานในประเทศ ไทยที่พยายามทำฐานข้อมูล  เช่น  สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เขามีการลงทะเบียนนักวิจัยแห่งชาติ  มีการส่งจดหมายให้นักวิจัย update ทุก 2-3 ปี ก็ดีระดับหนึ่ง  แต่ผมต้องการมากกว่านั้น  ผมต้องการฐานข้อมูลแบบที่ “นักวิจัยในประเทศไทย  อยากมาลงทะเบียนในฐานข้อมูลนี้เอง  และกระตือรือร้น ในการ update ข้อมูลด้วยตนเองด้วย”   เพื่อให้ผมค้นได้ว่าใครคือผู้ “เข้าข่าย” รับโจทย์วิจัยแต่ละเรื่องบ้าง    

ปัจจัยทั้งหมดมาประจวบเหมาะเมื่อต้นปี 2550  เมื่อท่านรองนายกรัฐมนตรีโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์  มอบให้สำนักงานส่ง เสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สนับสนุน สกว. เพื่อให้ทุนแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงหลังปริญญาเอก ให้ทำวิทยานิพนธ์ที่เป็นโจทย์จากอุตสาหกรรม    ฝ่ายอุตสาหกรรมที่ผมดูแลอยู่ ต้องรับผิดชอบทุนปริญญาโท 240 ทุน และต้องจัดการให้ได้ในเวลาจำกัดมาก  ฉะนั้น เราต้องมีวิธีหานักวิจัยแบบใหม่  เพราะหากยังทำแบบเดิม เราต้องจัดการเอกสารจำนวนมหาศาล มีโอกาสพลาดง่ายมาก  ผมจึงถือโอกาสใช้ทุน 240 ทุนนี้เป็นเสมือน “คำเชิญชวน” ในการให้นักวิจัยมาลงทะเบียนในฐานข้อมูลที่ออกแบบไว้เป็นการเฉพาะ  โดยลง ทะเบียนทางhttp://biodata.trf.or.th แล้วหลังจากนั้นเราจะเขียนโปรแกรมคัดเลือกอาจารย์ที่คิดว่ามีความสามารถคุม วิทยานิพนธ์ที่ทำโจทย์อุตสาหกรรมได้    เมื่อคัดคนได้แล้วก็ให้เสนอโจทย์ เข้ามาให้เราพิจารณารอบ 2    เสนอนักศึกษาเข้ามารอบ 3   การพิจารณาทั้ง 3 รอบด้วย 3 ปัจจัย ก็จะทำให้เราได้คน 240 คนแรกที่เชื่อว่าน่าจะวางใจให้ทุนได้   ทั้งหมดนี้น่าจะจัดการได้ใน 3-4 เดือน  โดยไม่มีเอกสารเป็นกระดาษหรือส่งทางไปรษณีย์เลยสักชิ้นเดียว    ผม ถือว่าเป็นนวัตกรรมการจัดการอย่างหนึ่งของ สกว.
 • เมื่อจบโครงการปริญญาโทแล้วก็จะจบเลยหรือคะ

 ไม่ ใช่ครับ โครงการปริญญาโทนั้นผมถือว่าเป็นเพียงผลพลอยได้  ผมถือว่าผลได้หลักคือระบบ การบริหารทุนแบบ demand pull ครับ  โครงการทุนปริญญาโทเป็นแค่จุดเริ่มต้นให้ สกว. สร้างระบบ   จะเห็นว่าตอนนี้ก็มีคนมาลงทะเบียนใหม่ในฐานข้อมูลอยู่ทุกวัน  ทั้ง ๆ ที่เราปิดรับทุนปริญญาโทไปเมื่อวันที่ 11 มีนาคม แล้ว   เพราะเราบอกชัดว่า เป้าหมายใหญ่คือการบริหารทุนวิจัยแบบส่งโจทย์ถึงหน้าจอ  เขาเห็นประโยชน์นี้ จึงยังลงทะเบียนกันอยู่  คนที่อ่านประชาคมวิจัยฉบับนี้ก็ยังมาลงทะเบียน ได้  เพราะในอนาคต สกว. จะใช้ฐานข้อมูลนี้เพื่อค้นหานักวิจัยให้ทราบโจทย์ที่มาจาก user มากขึ้น  ตัวอย่างเช่น ทุนฝ่ายวิชาการก็เริ่มมีทุนแบบ targeted basic research  

เมื่อมีฐานข้อมูลนี้แล้ว ผู้ที่จัดการทุนต้องเปลี่ยนปัญหาหรือเป้าหมายให้เป็นประเด็นวิจัยให้ ได้  แล้วค้นหาคนจากฐานข้อมูล  ส่งข่าวให้เขาทราบ  เสนอตัวมาประชันแนวคิด กัน  เมื่อประชันแล้ว ผมยังคิดอีกว่า เราจะต้องสร้าง “เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิด” ขึ้นมาคู่กัน  เพื่อเป็นเวทีการเรียนรู้  นักวิจัยเรียนรู้กันเอง เรียนรู้จาก user ด้วย เพราะ user เขามีบริบทเฉพาะของเขาที่เราไม่ทราบ  แต่เป็นบริบทที่เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อ การทำวิจัย เป็นต้น   ฉะนั้น อย่างมองเพียงว่าเป็นฐานข้อมูลเพื่อจัดการทุนปริญญาโทเท่านั้น  เราใช้ จัดการอย่างอื่นได้อีกมาก

 • อาจารย์คิดว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้ฐานข้อมูลนี้คงอยู่ตลอดไป

 เมื่อ เราสร้างขึ้นมา เราต้องทำให้เป็นฐานข้อมูลที่นักวิจัยรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม  เขาจะต้องได้ รับข่าวจาก สกว. สม่ำเสมอ  แม้ว่าเขาจะไม่ใช่นักวิจัยที่เรามีงานเสนอเขามาก เช่นนักวิจัยสาขาปรัชญา เป็นต้น  แต่เขาควรได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับวิจัยจาก สกว.   ที่สำคัญมากคือ จะต้องทำให้เขารู้สึกว่ามาลงทะเบียนแล้วไม่เสียเวลาเปล่า  เช่น ข่าว “โอกาส” วิจัยที่เขาควรทราบ เขาจะต้องได้ทราบก่อนคนอื่นอย่างน้อย 1 สัปดาห์ทาง email  การทราบก่อนคนอื่นคือสิ่งตอบแทน   ใน 1-2 ปีแรก เราคงส่งประกาศโจทย์ต่าง ๆ ในวิธีเดิมคือเป็นเอกสารด้วย  แต่ในอนาคต วิธีเอกสารจะลดลง  ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากเป็นเอกสาร เขามีโอกาสพลาดข่าวไม่มากก็น้อย  แต่การส่งทาง internet เขาจะรับข่าวได้เท่าเทียมผู้อื่น  ไม่มีข้อจำกัดว่าเขาอยู่มุมไหนของโลก ตราบเท่าที่เขาเข้าไปดู e-mail เขาได้    

ฉะนั้น เราต้องจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ครับ  ยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ “ต้องให้นักวิจัยรู้สึกว่าเขาได้ประโยชน์จนอยากมาลงทะเบียนเอง”  ส่วน ยุทธวิธีนั้นมีอยู่  ทำได้หรือไม่นั้น เราต้องการความร่วมมือจากคนอื่นอีกมาก

ยุทธวิธีคือเอาทุนแหล่งอื่นในประเทศมาจัดการผ่านฐานข้อมูลนี้  พูดตรง ๆ คือผมอยากให้ภาคีที่เป็นผู้ให้ทุนแบบ demand pull เข้ามาร่วม  ต้องทำความเข้าใจ ให้คิดจัดการทุนโดยยึดหลักว่า “หาคนจำนวนมากมาประชันความคิดและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน”  อย่า จัดการทุนแบบเดิม ๆ  

 • ที่พูดมาตอนต้นดูดีหมด แต่ตอนนี้อาจารย์พูดเหมือนมีความยากลำบาก อะไรคือความยากลำบากของเราคะ

 ความ ยากลำบากคือ การชักชวนให้แหล่งทุนอื่นเห็นคล้อยตามนี้   เขาอาจจะเห็นด้วย แต่จะยอมจัดการแบบเหนื่อยกว่าปกติไหม  คือการจัดการแบบนี้ต้องทำการบ้าน โจทย์วิจัยมากขึ้น  ตั้งแต่ digest ให้ชัดว่าปัญหานี้ต้องทำวิจัยใช่หรือไม่?  ประเด็นความรู้ที่ต้องการคือ อะไร?  อย่างนี้จึงจะเขียน statement โจทย์ได้ชัด  ต่อจากนั้นก็ต้องทราบว่า keywords ที่จะใช้ค้นหานักวิจัยคืออะไร?  จะค้นใน index ไหนของฐานข้อมูล?   แม้การจัดการจะเหนื่อยกว่าแบบเดิม  แต่ผมคิดว่า หากเราเห็นว่านี่เป็นวิธีการบริหารงานวิจัยที่ดี  เราน่าจะช่วยกันทำให้ฐาน ข้อมูลนี้เจริญเติบโต และรักษาระบบบริหารงานวิจัยชนิด demand pull ให้เดินในแนวทางนี้   ผมจึงเสนอยุทธวิธีว่าแหล่งทุนอื่นต้องมาช่วยกันสร้างระบบนี้ โดยเฉพาะที่ต้องการจัดการให้เป็น demand pull   ส่วนแหล่งทุนไหนที่เป็นการสร้างองค์ความรู้หรือสร้างคน ก็ปล่อยอิสระได้   ต้องเข้าใจว่าผมไม่ได้เสนอว่าปิดให้หมดแล้วมาเปิดทาง biodata นะครับ  ปิดมากก็มีข้อเสียคือขาดอิสระ ขาดผลงานนวัตกรรม  บริษัท 3M เขามีนโยบายให้พนักงานใช้เวลาส่วนหนึ่งทำอะไรก็ได้ที่ชอบ  จะออกไปดูหนังก็ ได้  เขาพบว่าทำให้งานมีนวัตกรรมมากกว่าการตีกรอบการทำงาน    

ความยากลำบากอีกเรื่อง คือ นักวิจัยอาวุโสไม่ค่อยให้ความสนใจลงทะเบียน  อาจเป็นเพราะเขาไม่เดือดร้อน ถึงขั้นขาดแคลนทุนวิจัย  มีแหล่งทุนจำนวนมากต้องการให้เขาทำงานให้  อีก อย่างคืองานจำนวนมากในประเทศไทยไม่ใช่ demand pull  แต่ที่ผมอยากให้นักวิจัยอาวุโสมาลงทะเบียนกัน  เพราะ สกว. จะได้ใช้หาคนมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้วย  ส่วนท่านก็จะได้รู้ว่ามีนักวิจัยรุ่น น้องคนไหนบ้างที่กำลังเดินตามรอยท่านอยู่  จะได้เป็นเครือข่ายกัน   หรือกรณีท่านได้รับโจทย์  แต่งานเต็มมือ  ท่านก็อาจช่วยแนะนำนักวิจัยให้ ได้  คิดเสียว่าช่วยชาติเป็นฝ่ายเสนาธิการหรือทัพหนุน

 • ฟังดูว่าเป็นหลักการที่น่าสนใจ อะไรทำให้อาจารย์คิดแบบนี้

 ผมเป็นคนเชื่อว่าการบริหารจัดการที่ง่ายที่สุด คือทำให้เป็นสิ่งที่ต้องบริหารน้อยที่สุด  การที่สิ่งหนึ่งต้องการการบริหาร น้อย สิ่งนั้นต้องเป็นไปตามธรรมชาติ  การที่มันเป็นไปตามธรรมชาติ ก็เพราะฝังเป็นสัญชาติญาณ  ฉะนั้น เราต้องสร้างกติกาที่ “สามารถให้คนทำหน้าที่อย่างที่เราต้องการโดยเขาเต็มใจ ไม่รู้สึกฝืนธรรมชาติ”  

นักวิจัยต้องทำวิจัยเพราะมี KPI ของมหาวิทยาลัยบังคับ   KPI ของมหาวิทยาลัยก็คือ “กติกา” ที่ทำให้การทำวิจัยกลายเป็นธรรมชาติของอาจารย์  ฉะนั้น โดยธรรมชาติแล้ว เขาย่อมต้องการทุนวิจัย  เราเพียงแต่ใช้ความจริงนี้มาสร้าง “กติกาเสริม”  เพื่อให้เป็นธรรมชาติของการจัดการทุน   เห็นไหมทุกอย่างมันดำเนินการไปอย่างเชื่อมโยงกัน  ผมจึงชอบคิดเรื่องกติกามา ช่วยการบริหาร  

ในโลกธุรกิจเขามีการทำธุรกิจที่เรียกว่า two-sided market คือเราอยู่ตรงกลางจัดการให้ลูกค้าสองด้านสนองประโยชน์กันเอง   แบบ VISA card ลูกค้าคือ ผู้ถือบัตร กับร้านค้าและธนาคาร  แบบสมุดหน้าเหลือง ลูกค้าคือ คนที่ต้องการติดต่อใช้บริการ กับผู้ให้บริการที่มาลงโฆษณา  Biodata ก็เรื่องเดียวกัน ลูกค้าคือนักวิจัย  ผู้ต้องการใช้ผลวิจัย และผู้ต้องการให้ทุนวิจัย  ผมมีลูกค้าตั้ง 3 ด้าน มากกว่าสมุดหน้าเหลืองซะอีก  

 • อาจารย์คะ ประชาคมวิจัยฉบับนี้เสนองานที่เกี่ยวกับ logistics ซึ่งก็เป็นเรื่องการจัดการอย่างหนึ่ง อาจารย์คิดว่าฐานข้อมูล biodata พอจะใช้อธิบายเกี่ยวกับ logistics ได้ไหม

 เป็นเรื่องที่ผม ต้องการอธิบายปิดท้ายพอดีครับ   เรามักจะนึกว่า logistics คือ การส่งของเพียงอย่างเดียว  แต่ logistics จะมีความหมายถึง การจัดการเพื่อให้เกิดการไหลทั้งสิ่งที่จับต้องได้และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ข้อมูล   การรู้ยอดขายจากการสแกน bar code ที่ช่องจ่ายเงิน ทำให้ฝ่ายคลังสินค้าจัดการเอาของมาเติมในชั้น หรือออกใบสั่งของจาก supplier   ก็เป็นเรื่อง logistics เหมือนกัน   การที่ สกว. ใช้ฐานข้อมูล biodata จัดการให้ได้นักวิจัยมาทำวิจัย น่าจะถือว่าเป็นการจัดการ supply อย่างหนึ่ง  จากซีกอุตสาหกรรม คือ หานักวิจัยมา supply ให้กับโจทย์  แต่ถ้ามองจากซีกนักวิจัย  เขาก็จะเห็นว่าเป็นการจัดการโจทย์มา supply ให้กับนักวิจัย   การที่ทั้ง 2 ซีกเห็นว่าเป็น supply ที่ตรงกับ demand ที่ตนต้องการเช่นนี้ จะทำให้รู้สึก win-win   และจะเป็นการจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพ  แบบเดียวกับ two-sided market business

นวัตกรรมการจัดการงานวิจัยแบบนี้  ถือว่าเป็นการจุดประกายการบริหารงานวิจัย แบบใหม่ ที่นักวิจัยอาจยังไม่คุ้นเคยนัก  แต่นับจากนี้ไปเชื่อแน่ว่าโครงการฐาน ข้อมูลนักวิจัย  “BIODATA”  จะเป็นอีกมิติหนึ่งของการจัดการงานวิจัย   และอีกไม่นานก็อาจจะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในแวดวงการวิจัย เหมือนอย่างที่คู่หูอย่าง “เซอร์จีย์  บริน” และ “แลร์รี่ เพจ” จากสแตนฟอร์ด  เริ่มต้น google จากโครงการเล็ก ๆ ก็เป็นได้  ถ้าหากปัจจัยสำคัญ (เช่นความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น) มาประชุมพร้อมกัน